วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

วงมโหรี

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาอ่าน-มาชม  วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักเกี่ยวกับวงมโหรี ซึ่งเป็นวงตรีไทย ที่ใช้บรรเลงในงานมงคลต่างๆ..ไปชมกันเลย!!

วงมโหร ี 




  วงมโหรี เป็นวงดนตรีไทยที่มีวิวัฒนาการสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน จัดเป็นการ 
ประสมวงที่มีความสมบูรณ์ในด้านเสียงสูงสุด กล่าวคือ เป็นการรวมเอาเครื่อง 
ดนตรีทำทำนองของวงปี่พาทย์ที่มีเครื่องตี คือ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอก 
เหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ร่วมกับเครื่องดนตรีในวง 
เครื่องสายที่มีเครื่องดีด คือ จะเข้ เครื่องสี คือ ซอด้วง และซออู้ และเครื่องเป่า 
คือ ขลุ่ย เอาไว้ด้วยกัน การนำเอาวงปี่พาทย์และวงเครื่องสายมารวมกันนี้ ทำให้ 
วงมโหรีเป็นการรวมกันของเครื่องดนตรีทุกตระกูล คือ ดีด สี ตี และเป่า มา 
รวมอยู่ในวงเดียวกันได้อย่างลงตัว ละเอียดอ่อน และละเมียดละไม มีแนวทาง 
การบรรเลงที่นุ่มนวล ไพเราะ นิยมใช้บรรเลงในพิธีการที่ศักดิ์สิทธิและเป็น 
มงคลต่างๆ

วงมโหรี อาจารย์ณรงค์ เขียนทองกุล กล่าวถึงวงมโหรีไว้ใน “เกร็ดความรู้ว่า
ด้วยเรื่องมโหรี” ว่า “...มโหรีสงสัยว่าเป็นศัพท์คำเดียวกับคำว่ามโหระทึก…”

ครูมนตรี ตราโมท ได้กล่าวถึงเรื่องราวความเป็นมาของวงมโหรีไว้ใน “หนังสือ
ดุริยางคศาสตร์ไทย ภาควิชาการ” ว่า “...เครื่องดีดสีของไทยโบราณมีอยู่ ๒ 
อย่าง คือ “บรรเลงพิณ” อย่างหนึ่ง กับ “ขับไม้” อย่างหนึ่ง     “การบรรเลงพิณ” 
นั้นใช้แต่พิณน้ำเต้า (สายเดียว) สิ่งหนึ่ง ผู้ที่ดีดพิณเป็นผู้ขับร้องเอง (การบรรเลง
พิณนี้ตามหลักการประสมวงไม่ถือว่าเป็นวงดนตรี แต่อนุโลมว่าเป็นการบรรเลง 
แบบโบราณที่เป็นต้นแบบการบรรเลงในรูปแบบอื่นๆในเวลาต่อมา) ส่วน “ขับ
ไม้” นั้นมีคนขับลำ
นำ ๑ คน สีซอสามสาย ๑ คน กับไกวบัณเฑาะว์อีกคน ๑ (การขับไม้ใช้บรรเลงประกอบ
พิธีสำคัญเช่นพระราชพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตร หรือพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก 
เป็นต้น)

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เอาบรรเลงพิณกับขับไม้นี้มารวมกันและเปลี่ยนแปลงขยายวง 
ขึ้นเรียกว่า “มโหรี” โดยมีผู้บรรเลงเพียง ๔ คน คือ คนขับร้องลำนำและตีกรับพวงให้
จังหวะเอง ๑ สีซอสามสาย ๑ ดีดกระจับปี่ (แทนพิณน้ำเต้า) ๑ กับตีทับประกอบจังหวะ ๑ 
และสมัยกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีนี่เอง ก็ได้เพิ่ม “ขลุ่ย” สำหรับเป่าลำนำ กับรำมะนา
ประกอบจังหวะเป็นคู่กับ “ทับ” ขึ้นอีก  ต่อมาในปลายสมัยอยุธยาได้เพิ่ม “ฉิ่ง” เข้าอีก
อย่างหนึ่ง (เข้าใจว่าให้คนขับร้องลำนำตี และเลิกกรับพวง เพราะในสมัยกรุงธนบุรีก็
ปรากฏว่ามโหรีมี ๖ คน)...” 

บทความของครูมนตรี ตราโมท ที่อ้างอิงไว้ข้างต้นนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าวิวัฒนาการของวง 
มโหรีว่ามีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นการรวมเอาวงบรรเลงพิณและขับไม้เข้า 
ด้วยกันก่อนในเบื้องต้น แล้วจึงมีการตัดทอนหรือเพิ่มเติมเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้นอีกในยุค 
ต่อๆมา จนเกิดเป็นวงมโหรีที่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอนในปัจจุบัน


วิวัฒนาการของวงมโหรี 
วิวัฒนาการของวงมโหรีสามารถสรุปได้คร่าวๆ ว่า เริ่มจากการรวมเอาวง 
บรรเลงพิณและวงขับไม้เข้าด้วยกัน เกิดเป็นวงมโหรีเครื่องสี่ แล้วพัฒนา 
เพิ่มเติมขึ้นเป็นวงมโหรีเครื่องห้า เครื่องหก ตามลำดับ  วงมโหรีนั้นเดิมคงเป็น
ของผู้ชายเล่น แต่ต่อมาคนทั่วไปเกิดชอบฟังกันแพร่หลายทั่วไป ผู้มีบรรดาศักดิ์ 
ซึ่งมีบริวารมากจึงหัดให้ผู้หญิงเล่นมโหรีบ้าง หลังจากนั้นมโหรีก็ กลายเป็นของ 
ผู้หญิงเล่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี (สมเด็จฯกรมพระยา ดำรง
ราชานุภาพ : ตำนานเครื่องมโหรี) ดังจะพบได้ตามงานจิตรกรรม ประติมากรรม
ใน ศิลปะสมัยอยุธยามักเขียนหรือแกะสลักเป็นภาพสตรีกำลังบรรเลงเครื่อง 
ดนตรีที่น่าจะ เป็นวงมโหรี 

๑. วงมโหรีเครื่องสี่ (สมัยกรุงศรีอยุธยา) 

๒. วงมโหรีเครื่องห้า (สมัยกรุงศรีอยุธยา)

๓. วงมโหรีเครื่องหก (สมัยกรุงศรีอยุธยา)

๔. วงมโหรีเครื่องสิบ (สมัยกรุงศรีอยุธยา)

๕. วงมโหรีสมัยกรุงธนบุรี

๖. วงมโหรีสมัยรัชกาลที่ ๑ (วงมโหรีเครื่องแปด) 
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีพระราชกำหนดห้ามมิให้ผู้อื่นหัดละครผู้หญิง 
ยกเว้นละครที่เป็นของหลวงซึ่งรู้จักกันว่าละครใน ดังนั้น บรรดาเจ้านายและขุน 
นางบางส่วนจึงให้บริวารผู้หญิงฝึกหัดมโหรีและผู้ชายฝึกหัดปี่พาทย์ บางส่วนก็ 
ฝึกหัดละครชายล้วน ซึ่งรู้จักกันว่าละครนอก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 
ทรงประทานพระอธิบายว่า “...มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพิ่มเติมเครื่องมโหรี
ขึ้นอีกหลายอย่าง เอาเครื่องปี่พาทย์เข้าเพิ่มเป็นพื้น เป็นแต่ทำขนาดย่อมลง ให้ 
สมกับผู้หญิงเล่น (และทั้งเพื่อลดเสียงเครื่องตีเพื่อมิให้ดังเกินไป เพื่อจะได้ระดับ
กลมกลืนกับเครื่องดีด เครื่องสี )…”


วงมโหรีสมัยโบราณ (มโหรีเครื่องสี)


   มีผู้บรรเลงเพียง ๔ คน เท่านั้น คือ คนสีซอสามสาย คนดีดพิณ (กระจับปี่) คนตี
ทับ (โทน) และคนร้องซึงตีกรับพวงด้วยเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ดำเนินทำนอง
คือ ซอสามสายกับพิณหรือกระจับปี่ ทับ ซึ่งในสมัยปัจจุบัน เรียกว่า โทน ทำ 
หน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับ เพื่อให้รู้ประโยคและทำนองเพลง ส่วนกรับพวงที่ 
คนร้องตีนั้นกำกับจังหวะย่อย

วงมโหรีเครื่องหก


   ต่อมาวงมโหรีได้เพิ่มเติมเครื่องดนตรีขึ้นมาอีก ๒ อย่าง และเปลี่ยนแปลงไป
อย่างหนึ่งเป็นวงมโหรีเครื่องหก เพราะมีผู้บรรเลง ๖ คน คือซอสามสาย พิณหรือ 
กระจับปี่ ทับหรือโทน รำมะนา (เพิ่มใหม่) ตีสอดสลับกับโทนหรือทับ ขลุ่ย (เพิ่มใหม่) 
ช่วยดำเนินทำนองเพลง และกรับพวงของเดิมเปลี่ยนมาเป็นฉิ่ง

วงมโหรีวงเล็ก


   วงมโหรีได้มีวิวัฒนาการ เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ ครั้งแรกได้เพิ่มฆ้อง 
วงกับระนาดเอก ต่อมาจึงได้เพิ่มซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย ส่วนพิณหรือกระจับปี่ 
นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงเมื่อยล้าเมื่อพบจะเข้ซึ่งเดิมเป็นเครื่องดนตรีของ 
มอญเป็นเครื่องดนตรีที่วางบนพื้นราบและดีดเป็นเสียงเช่นเดียวกัน ทั้งนมที่ 
บังคับเสียงเรียงลำดับก็ถี่พอสมควร สะดวกและคล่องแคล่วในการบรรเลงดีกว่า 
จึงนำจะเข้มาแทนพิณหรือกระจับปี่ ซึ่งนับเป็นวงมโหรีวงเล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ 
ส่วนหน้าที่ในการบรรเลงก็เป็นดังนี้ ซอสามสาย บรรเลงเป็นเสียงยาวโหยหวน 
บ้าง เก็บถี่ ๆบ้างตามทำนองเพลง และเป็นผู้คลอเสียงร้องด้วย 

วงมโหรีเครื่องคู่

   ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 
วงปี่พาทย์ได้เพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กกลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ วงมโหรี 
ก็เพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กบ้าง ทั้งเพิ่มซอด้วง ซออู้ ขึ้นเป็นอย่างละ๒ คัน 
จะเข้เพิ่มเป็น ๒ ตัว ขลุ่ยนั้นเดิมมีแต่ขลุ่ยเพียงออก็เพิ่ม ขลุ่ยหลิบ (เลาเล็ก) ขึ้น
อีก ๑ เลา เหมือนในวงเครื่องสาย ส่วนซอสามสายก็เพิ่มซอสามสายหลิบ (คัน
เล็กและเสียงสูงกว่า) อีก ๑ คัน เครื่องประกอบจังหวะคงเดิม เรียกว่า วงมโหรีเครื่องคู่

วงมโหรีเครื่องใหญ่


   ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ได้เพิ่ม 
ระนาดทุ้มกับระนาดเอกเหล็กขึ้นอีก ๒ ราง กลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ มโหรีจึง 
เลียนแบบ โดยเพิ่มระนาดทุ้มเหล็กขึ้นบ้าง ส่วนระนาดเอกเหล็กนั้นเปลี่ยนเป็นสร้างลูก 
ระนาดด้วยทองเหลียง เพราะเทียบให้เสียงสูงไพเราะกว่าเหล็ก เรียกว่าระนาดทอง 
รวมทั้งวงเรียกว่าวงมโหรีเครื่องใหญ่ ซึ่งได้ถือเป็นแบบปฏิบัติใช้บรรเลงมาจนปัจจุบันนี้  
บรรดาเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่วงมโหรีได้เลียนแบบมาจากวงปี่พาทย์ คือ ระนาดเอก 
ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก (เป็นระนาดทอง) ระนาดทุ้มเหล็ก (บางวงทำด้วยทองเหลือง 
เรียกว่า ระนาดทุ้มทองก็มี) ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็กนั้น ทุกสิ่งจะต้องย่อขนาดลดลง
ให้เล็กเพราะสมัยโบราณผู้บรรเลงมโหรีมีแต่สตรีทั้งนั้น จึงต้องลดขนาดลงให้พอเหมาะ 
แก่กำลัง อีกประการหนึ่งการลดขนาดเครื่องตีเหล่านี้ลงก็เพื่อให้เสียงดังสมดุลกับเครื่อง 
ดนตรีประเภทดีดสี มิฉะนั้นเสียงจะกลบพวกเครื่องสายหมด

                              



วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาชม-มาอ่าน  จะพาทุกท่านไปรู้จักประเภท-เครื่องดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ทุกคนอาจจะยังไม่รู้จัก...วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ใช้ในโอกาสงานมงคล..ไปดูกันเลยบย!!!

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

   วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นวงดนตรีของไทยประเภทหนึ่ง มีพัฒนาการมาจากวงปี่พาทย์ไม้นวม ได้รับความนิยมและใช้บรรเลงประจำในราชสำนัก ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

   ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดบรรเลงดนตรีไทยอย่างไพเราะ เพื่อต้อนรับแขกทั้งภายในและต่างประเทศอยู่เนืองๆ จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เจ้ากรมโขนและพิณพาทย์หลวงในขณะนั้นจัดการบรรเลงดนตรีขึ้น เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ จึงกราบทูลชวน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ช่วยจัดตามพระราชประสงค์ ด้วยเคยเห็นและชอบวิธีคิดที่แปลกใหม่ ในงานที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพรยานริศรานุวัดติวงศ์ คิดจัดให้ทหารบรรเลงดนตรีถวายหน้าพระที่นั่งตามแบบอย่างวิธีเล่นคอนเสิร์ตของฝรั่ง โดยจัดให้มีการบรรเลงและขับร้องประสานเสียงชายหญิง ในคราวงานเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ทั้งสองท่านจึงได้ร่วมมือกันจัดบรรเลงดนตรีถวาย ด้วยความคิดสำคัญ ๒ ประการที่ว่า ลักษณะการประสมวงแบบปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ที่มีมาแต่เดิมประกอบการตีด้วยไม้แข็งนั้นมีเสียงดังมากเกินไปไม่เหมาะที่จะบรรเลงภายในอาคารประการหนึ่ง และการขับร้องประสานเสียงชายหญิงก็มักไม่ได้เสียงที่ประสมกลมกลืนน่าฟังอีกประการหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ จึงได้คิดปรับปรุงลักษณะการประสมวงปี่พาทย์ขึ้นใหม่โดยตัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงเล็กแหลมออก และเพิ่มเครื่องดนตรีที่มีลักษณะเสียงทุ้มนุ่มนวลเข้าไป โดยยึดวงปี่พาทย์ไม้นวมเป็นพื้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในคราวเดียว แต่ค่อยๆแก้ไขทีละน้อยเรื่อยมา

เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ประกอบไปด้วย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ ซออู้ ฆ้องหุ่ย ๗ ลูก กลองตะโพน ๒ ลูก ตะโพน กลองแขก ๒ ใบ ฉิ่ง และกรับพวง ดนตรีที่เกิดขึ้นใหม่ในครั้งนั้น ในระยะแรกยังไม่ได้มีการตั้งชื่อเรียกเป็นพิเศษอย่างใด และได้ใช้ติดต่อกันมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังได้ทรงปรับปรุงเนื้อร้องและทำนองดนตรีเสียใหม่ให้เหมาะสมอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์


  ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้ไปยุโรป มีโอกาสได้ชมละครร้องอย่างฝรั่งซึ่งเรียกว่า Opera เมื่อกลับมาจึงเล่าถวายและกราบทูลชวนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ให้ทรงร่วมมือจัดทำอุปรากรแบบไทยขึ้น โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพระนิพนธ์บทและจัดกระบวนลำนำสำหรับขับร้องและบรรเลงปี่พาทย์ โดยใช้ปี่พาทย์อย่างที่เคยบรรเลงนั้นเอง ตลอดจนกระทั่งคิดจัดวิธีการเล่นละคร ส่วนเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ทำเครื่องแต่งตัวละครเพื่อให้ละครผู้หญิงของท่านเล่น และสร้างโรงละครขึ้นในบริเวณบ้านของท่าน ที่วังบ้านหม้อ ถนนอัษฎางค์ ตั้งชื่อโรงละครนี้ว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ หมายจะให้ชื่อนี้เป็นชื่อคณะละครของท่านแทนที่จะเรียกว่า ละครเจ้าพระยาเทเวศรฯอย่างแต่ก่อน ละครที่คิดปรับปรุงขึ้นใหม่นี้เล่นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ต่อมาคนทั่วไปเรียกละครชนิดนี้ว่าละครดึกดำบรรพ์ตามชื่อโรงละคร แม้กระทั่งวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงซึ่งมีกำเนิดมาก่อนถึง ๑๐ ปีเศษ ก็เรียกว่า “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” ตามชื่อโรงละครไปด้วยแต่นั้นมา

ที่มา:index.php?title=ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

วงปี่พาทย์ไม้นวม

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาชม-มาอ่าน  จะพาทุกไปรู้จักวงปี่พาทย์ไม้นวม..ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้างที่ใช้ในการบรรเลง..วงปี่พาทย์ไม้นวมจะใช้บรรเลงในงานมงคล  ไปดูกันเลยครับ!!

วงปี่พาทย์ไม้นวม

       มีเครื่องดนตรีในวงบรรเลงและขนาดเหมือนวงปี่พาทย์ไม้แข็งทุกอย่าง แต่มีความแตกต่างกันที่ วงปี่พาทย์ไม้แข็งใช้ไม้ตีที่ทำด้วยเชือกแล้วชุบรักเวลาตีลงบนผืนระนาดแล้วเสียงจะกร้าวแกร็ง แต่วงปี่พาทย์ไม้นวมจะใช้ไม้ระนาดที่พันด้วยผ้าและเชือก ตีลงบนผืนระนาดแล้วมีเสียงนุ่มนวล และในวงปี่พาทย์ไม้นวมนี้ ใช้ขลุ่ยเพียงออ แทนปี่ รวมทั้งใช้ซออู้เข้ามาผสมอยู่ในวงด้วย

        การบรรเลงจะมีลักษณะแตกต่างกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง โดยเฉพาะเสียงที่ใช้บรรเลงจะต่ำกว่าเสียงของวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ๑ เสียงวงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย

·      ขลุ่ย

·      ระนาดเอก

·      ฆ้องวงใหญ่ - เล็ก

·      ซออู้

·      ตะโพน

·      กลองทัด

·      ฉิ่ง


วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลง ประกอบด้วย

·      ขลุ่ย

·      ระนาดเอก

·      ระนาดทุ้มไม้

·      ฆ้องวงใหญ่

·      ฆ้องวงเล็ก

·      ซออู้

·      ตะโพน

·     กลองแขก

·     ฉิ่ง

·      ฉาบ

·      โหม่ง

 
 วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลง ประกอบด้วย

·      ขลุ่ย

·      ระนาดเอก

·      ระนาดทุ้มไม้

·      ฆ้องวงใหญ่

·      ฆ้องวงเล็ก

·      ระนาดเอกเหล็ก

·      ระนาดทุ้มเหล็ก

·      ซออู้

·      ตะโพน

·      กลองแขก

·      ฉิ่ง

·      ฉาบ

·      โหม่ง








วงปี่พาทย์ไม้แข็ง

วงตรีไทยนั้นมีเยอะ ทุกคนอาจจะละเลยไป วันนี้จะพาทุกท่านที่เข้ามาชม-มาอ่าน..ไปรู้จักวงปี่พาทย์ไม้แข็งกันนะครับ..ไปดูกันเลย!!!

วงปี่พาทย์ไม้แข็ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วงปี่พาทย์ไม้แข็ง

1. วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้เรียนมีเข้าใจเรื่ อง วงปี่พาทย์ไม้แข็ง ไม่มากก็น้อยโดยผ่าน สื่อการสอน CAI 2.ก่อนเข้าสู่บทเรียนก็จะมีแบบทดสอบเพื่อก่อนเรียนในการทดทวน ความรู้หรือทดสอบความเข้าใจก่อนเข้าสู่บทเรียนต่อไป 3.หลังเข้าสู่บทเรียนก็จะมีแบบทดสอบเพื่อการทบทวนความรู้หรือ ทดสอบความเข้าใจหลังการสอน
2. แบบทดสอบก่อนเรียน 1 2
3. 1 2
4. เนื้อหาบทเรียน
5. วงปี่ พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า
6. วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่ องคู่ พัฒนามาจากวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่ องห้าโดย การจัดเครื่ องดนตรีให้เป็นคู่กัน จึงเรียกว่าวงปี่พาทย์เครื่ องคู่ วงปี่พาทย์ ชนิดนี้เกิดขึ้นในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยมีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กขึ้นเพื่อให้คู่กับ ระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วงปี่พาทย์ไม้แข็ง

7. วงดนตรีประเภทนี้เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยเครื่ องดนตรีประกอบด้วยเครื่ องดนตรี ในวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่ องคู่เป็นหลัก แต่มีการเพิ่มระนาดเอก เหล็กและระนาดทุ้มเหล็กขึ้นอีกอย่างละราง นับเป็นวงปี่พาทย์ไม้ แข็งที่มีวิวัฒนาการสูงสุดในปัจจุบัน
8. วงปี่พาทย์ไม้แข็งทั้ง ๓ ขนาด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น วัตถุประสงค์ หลักของการรวมวง มุ่งเน้นไปที่การบรรเลงประกอบพิธีกรรมและ การแสดงโขน ละครเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายของการ บรรเลงในลักษณะของการขับกล่อม ดังนั้นในกรณีที่ต้องการบรรเล ขับกล่อม วงดนตรีชนิดนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนเอากลองทัดและตะโพน ซึ่งมีเสียงดังออก และใช้กลองสองหน้าหรือกลองแขกบรรเลงจังหวะ หน้าทับแทน การประสมวงในลักษณะนี้เรียกว่า “วงปี่พาทย์เสภา” ใช้ ประกอบการบรรเลงร้อง-ส่ง
9. วิธีการบรรเลงวงปี่พาย์
10.วงปี่พาทย์ไม้แข็งมีกี่ขนาด เฉลย 3 ขนาด
11.วงปี่พาทย์ชนิดใดเกิดขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เฉลย วงปี่พาทย์เครื่ องใหญ่
12. ผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้นสามารถนาความรู้ที่ได้ในการ สอนครั้งนี้ไปเผยแผ่ความรู้ให้ผู้อื่นได้โดยมีความเข้าใจเช่นเดียวกันโดยที่ ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและแหล่งอ้างอิง
13. ๑.นาย ภคพงษ์ ผิวขาว เลขที่ ๗ ๒.นาย อัมฤทธ์ ไกลหอม เลขที่ ๑๔ ๓.นาย อภิชาต สุขวนชัย เลขที่ ๑๖ ๔.นาย สุธี บางพลอย เลขที่ ๑๘ ๕.นายธนาธิป วงศ์ศิลป์ เลขที่ ๑๙ สาขาดนตรีไทยศึกษา คณะวิทยาลัยการฝึกหัดครู


ที่มา:https://www.slideshare.net/ThanathipWongsin/ss-67047607

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อังกะลุง

สวัสดีครับ ขอเชิญทุกท่านเข้ามาชม-เข้ามาอ่าน..เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านภาคกลางที่ใช้บรรเลงในงานต่างๆ..เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ..ถ้ารู้ก็เข้าไปอ่านกันเลยครับ!!

ประเภทของเครื่องดนตรีไทย(เครื่องตี-อังกะลุง)

อังกะลุง


อังกะลุง เป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง ทำจากไม้ เล่นด้วยการเขย่าให้เกิดเสียง นับเป็นเครีองดนตรีประเภทตี มีที่มาจากประเทศอินโดนีเซีย ใน ภาษาอินโดนีเซียเรียกว่า อังคะลุง หรือ อังกลุง (Angklung)

ประวัติอังกะลุง

   ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ได้รับความสุขโดยทั่วกัน หากผู้ใดได้รับทุกข์หรือเดือดร้อนประการใดพระองค์ทรงหาหนทางช่วยเหลือเสมอ ครั้งนั้นปรากฏว่า สมเด็จเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าพระยาภานุพันธ์วงค์วรเดช ทรงกลัดกลุ้มพระทัย เมื่อพระองค์ทรงทราบ จึงมีรับสั่งให้เข้าเผ้าเพื่อทรงไต่ถามทุกข์สุข เนื่องจากเสด็จในกรมเป็นอนุชาที่แสนเสน่หา พระองค์ทรงเห็นความทุกข์นั้น จึงทรงแนะนำและอนุญาตให้หาที่เสด็จประพาสให้ทรงเกษมสำราญ กรมสมเด็จพระอนุชาพอพระทัยทรงรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น จึงทรงดำริว่าจะเสด็จประพาสประเทศชวา
  ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2450 สมเด็จเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าพระยาภานุพันธ์วงค์วรเดช จึงเสด็จจากกรุงเทพมหานคร มุ่งไปยังเมืองได ของประเทศชวาเป็นแห่งแรก และทรงตั้งพระทัยว่าจะเสด็จไปยังตำบล มาโตเออ การเดินทางไปลำบากมาก เนื่องจากยังไม่มียานพาหนะ เมื่อเสด็จถึงตำบลมาโตเออ พวกประชาชนมีอยู่ประมาณ 10 หมู่บ้าน ต่างก็พากันมาต้อนรับพระองค์ อย่างคับคั่งสมพระเกียรติในขณะที่ทรงประทับเยี่ยมเยียนราษฎรตำบลนั้น บรรดาชาวบ้านต่างนัด จัดดนตรี อย่างที่เรียกว่ากำมาลัง (มี ปีพาทย์ ฆ้อง กลอง ) นำมาเสดงถวายให้ทอดพระเนตร ประชันกันถึง 7 วงในหมู่ดนตรี มีแปลกอยู่ชนิดหนึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่เป็นท่อน ๆ แขวนไว้เป็นตับ ตับละ 2 ท่อน ใช้ถือคนละ 1 ตับ ใช้เข่าเรียงเสียง และสลับเสียงไปตามทำนองของเพลงต่าง ๆ ได้ไพเราะน่าฟังมา ผิดกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ที่ใช้บรรเลงด้วย ดีด สี ตี เป่า แต่ดนตรีชนิดนี้ใช้บรรเลงด้วยเข่าให้ขาส่วนล่างของกระบอกทั้งสองขาที่แขวนอยู่ในรางกระทบหรือตัวรางข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่ง เช็คเสียงดังตามที่เทียบกระบอกเสียงไว้ เป็นเสียงสูงหรือต่ำกระบอกเสียง ใหญ่ กลาง เล็ก ผูกแขวนไว้รางเป็นตับ ๆ เมื่อเข่าไปตามเสียงทำนองของเพลงที่สับสน วนเวียน ตรงความเคลื่อนไหวของเสียงตามทำนองเพลงนั้น ๆ ได้น่าฟังมาก ดนตรีชนิดนี้แหละเรียกว่า "อังกะลุง" ในโอกาสนี้หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ติดตามเสด็จไปด้วย
  เมื่อพระองค์เสด็จกลับเมืองไทย จึงมีรับสั่งให้กงศุลไทยในชวา ซื้อดนตรีชนิดนี้ส่งมา 1 ชุด แล้วทรงนำดนตรีชนิดนี้ฝึกสอนมหาดเล็กของพระองค์ในวังบูรพาก่อน จึงเกิดมีดนตรีชนิดนี้ขึ้นในเมืองไทย ต่อมาก็ได้แพร่หลาย ออกไปทั่วประเทศ ดังนั้นจึงถือว่าพระองค์เป็นเจ้านายคนแรกที่ให้กำเนิดดนตรีชนิดนี้ขึ้นในประเทศไทย ทั้งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อังกะลุงนี้ เป็นดงตรีที่แปลกชนิดหนึ่งผู้บรรเลงทุก ๆ คนต้องมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกันตลอดเวลาที่บรรเลงเพลงทุก ๆ เพลงได้ ทั้งผู้เขย่าก็มีความสนุกสนานมากบางคนถึงกับเขย่าไปตามทำนองเพลงและมีผู้ประดิษฐ์ขึ้นในเมืองไทยสามารถทำเสียงสูงและต่ำกระบอกเสียงใหญ่ กลาง เล็ก ด้วยไม้ไผ่สายธรรมชาติ ตลอดจนรูปของตับอังกะลุง ได้ดัดแปลงแก้ไข ให้สวยงามและเหมาะสมให้ผิดไปจากของเดิมมากมาย อังกะลุงชวาที่นำเข้ามาครั้งแรกเป็นอังกะลุงชนิดคู่ ไม้ไผ่ 2 กระบอก มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ยกเขย่าไม่ได้ ต้องใช้วิธีการบรรเลงแบบชวา คือมือหนึ่งถือไว้ อีกมือหนึ่งไกวให้เกิดเสียงอังกะลุงที่นำเข้ามาสมัยนั้น มี 5 เสียง ตามระบบเสียงดนตรีของชวา ทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด ทั้งตัวอังกะลุงและราง ถายหลังได้มีการพัฒนาโดยขยายจำนวนไม้ไผ่เป็น 3 กระบอก และลดขนาดให้เล็กและเบาลงเพิ่มเสียงจนครบ 7 เสียง ในสมัยรัชกาลที่ 6 เชื่อกันว่า มีการพัฒนาการบรรเลง จากการไกว เป็นการเขย่าแทน


แบบของการบรรเลงอังกะลุงในปัจจุบัน

   หลวงประดิษฐ์ไพเราะได้นำวงอังกะลุงจากวังบูรพาภิรมย์ไปแสดงครั้งแรกในงานทอดกฐินหลวง ที่วัดราชาธิวาส ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยทั่วไปเครื่องหนึ่งจะมีเสียงเดียว การเล่นอังกะลุงให้เป็นเพลงจึงต้องใช้อังกะลุงหลายเครื่อง โดยมักจะให้นักดนตรีถืออังกะลุงคนละ 1 - 2 เครื่อง เมื่อต้องการโน้ต เสียงใด นักดนตรีประจำเสียงนั้นก็จะเขย่าอังกะลุง การเล่นอังกะลุงจึงต้องอาศัยความพร้อมเพรียงเป็นอย่างมาก นอกจากอังกะลุงเครื่องละหนึ่งเสียงแล้ว ยังมีการผลิตอังกะลุงที่มีเครื่องหนึ่งมากกว่า 1 เสียงด้วย เรียกว่า อังกะลุงราว

ส่วนประกอบอังกะลุง

1. ไม้ไผ่ลาย ต้องเป็นไม้ที่มีความแกร่ง คือมีเนื้อไม้แข็งได้ที่ จึงจะมีเสียงไพเราะ และจะต้องมีลายที่สวยงาม ตัดไม้ให้เป็นท่อนตามขนาดที่ต้องการ แล้วนำมาตากแห้งย่างไม้กับไฟอ่อน ๆ นำมาอาบน้ำยากันมอด บ่มไม้โดยใช้ผ้าคลุ่มจะช่วยป้องกันมอดได้ หลังจากนั้นจึงนำมาเหลาตามเสียงที่ต้องการไม้ไผ่ลายเป็นไม้ไผ่ประเภทหนึ่ง ที่ปล่องไม้จะมีลายด่างเหมือนตกกระ เป็นโดยธรรมชาติทั่วทุกปล้อง จะเห็นลายเด่นชัดเมื่อมันแก่ เนื้อไม้ค่อนข้างบางเบาแต่แข็งแกร่ง ยิ่งแก่ก็ยิ่งแข็งแต่โบราณช่างทำดอกไม้ไฟจะนำมาประกอบการทำดอกไม้ไฟที่มีชื่อว่า “ ช้างร้อง ”เพราะทำให้้เกิดเสียง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จะหาไม้ไผ่ชนิดนี้ได้ง่ายแถบชานเมืองกรุงเทพส่วนมากจะขึ้นตามป่าช้าตามวัด (ที่ฝังศพ หรือเก็บศพก่อนเผา) ต่อมาก็มีคนนำมาปลูกตามสวนแต่ในปัจจุบันมักจะหาดูได้ในบางท้องที่ เช่นนนทบุรี ปราจีนบุรี เป็นต้น
2. รางไม้ เดิมจะใช้ไม้สักทองขุดเป็นราง เพื่อให้วางขาที่ฐานกระบอกลงในร่องที่ขุด ร่องที่เจาะจะมี 3 ร่อง และรูกลมอีก 5 รู สำหรับตั้งเสายึดตัวกระบอกอังกะลุง
3. เสาอังกะลุง มักทำด้วยไม้ไผ่เหลาเกลาหรือกลึงจนกลมเรียบ มีความยาวตามความสูงของกระบอกอังกะลุง ขนาดโตกว่ารูที่รางเล็กน้อย
4. ไม้ขวาง ทำจากไม้ไผ่เหลาแบบ ส่วนกลางปาดเนื้อไม้เป็นร่องลึกพอประมาณใช้สำหรับสอดผ่านช่องกระบอกอังกะลุง เพื่อยึดตัวกระบอกกับเสา
5. เชือก, กาว ใช้เป็นตัวยึดระหว่างไม้ขวาง กับเสา
6. สี, น้ำมันชักเงา ใช้ตกแต่งตัวอังกะลุงให้มีความสวยงาม เป็นเงางาม

  ส่วนประกอบต่าง ๆ ของอังกะลุงจะนำมาประกอบขึ้นเป็นอังกะลุง 1 ตับ โดยการนำเอากระบอกไม้ไผ่ลายที่เหลาและเทียบเสียงอย่างถูกต้องแล้ว (เทียบกับขลุ่ยเพียงออ ระนาด หรือกับเครื่องดนตรีสากล เช่น ปี่คลาริเนต เมโลดิก้า ออร์แกน ) จำนวน 3 กระบอก 3 ขนาด ( แต่ละกระบอกจะมีเสียงสูง กลาง ต่ำ แต่อยู่ในระดับเสียงเดียวกัน ) มาเจาะรูปพระจันทร์ครึ่งซีก นำมาประกอบกับรางไม้ ยึดกับเสา และไม้ขวางด้วยเชือกและกาว แล้วนำมาตกแต่งด้วยสีหรือน้ำมันเคลือบเงา

อังกะลุง เป็นเครื่องดนตรีที่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่จึงมักจะชำรุดง่าย โดยเฉพาะอันตรายจากตัวมอดซึ่งเป็นตัวทำลายเนื้อไม้ให้ผุ เมื่อมอดกินเนื้อไม้ จะทำให้น้ำหนักของอังกะลุงจะเบาขึ้น เสียงก็จะเปลี่ยนไป การที่นำอังกะลุงมาบรรเลงบ่อย ๆอย่างสม่ำเสมอ จะมีผลดี คือทำให้มอดไม่กินหรือกินบ้างแต่ก็ช้าลง แต่ถ้าเก็บไว้เฉย ๆ จะทำให้เสียง่าย การวางอังกะลุง ก็ควรวางเบา ๆ และจะต้องพิงไว้ในลักษณะเอียงเอนเสมอ เพื่อป้องกันการตก หรือล้มกระแทกซึ่งอาจทำให้้กระบอกอังกะลุงแตกได้ สภาพดินฟ้าอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เสียงเพี้ยนได้ โดยเฉพาะความชื้น การบรรเลงในห้องปรับอากาศก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เสียงของอังกะลุง เปลี่ยนไปจากเดิมได้


วงอังกะลุง

  อังกะลุงอาจเล่นเป็นวงดนตรีอังกะลุงโดยเฉพาะ หรือเล่นรวมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็ได้ มักพบในวงดนตรีของสถาบันการศึกษา มากกว่าวงดนตรีอาชีพ
  วงอังกะลุงวงหนึ่งจะมีอังกะลุงอย่างน้อย 7 คู่ และมีเครื่องประกอบจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง, ฉาบเล็ก, กรับ, โหม่ง, กลองแขก นอกจากนี้มักมีเครื่องตกแต่งเพื่อเพิ่มความสวยงาม เช่น ธงชาติ, หางนกยูง เป็นต้น


ที่มา:http://xn--42cg3bekk9dce9g7dra8iwc9b.blogspot.com/2009/06/blog-post_3500.html

กลองตึ่งโนง

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาอ่าน-มาชมกันนะครับ วันนี้จะพาไปรู้จักเกี่ยวกับกลองตึ่งโนง..ที่นิยมใช้ในงานแห่ของภาคเหนือกันนะครับ

กลองตึ่งโนง

กลองตึ่งโนง หรือกลองแอว เป็นกลองล้านนาทางภาคเหนือ ตัวกลองจะยาว มากขนาด 3-4 เมตรก็มี ใช้ตีเป็น อาณัติสัญญาณประจำวัด และใช้ในกระบวนแห่กระบวนฟ้อน ต่าง ๆ ประกอบกับตะหลดปด ปี่แน ฉาบใหญ่ และฆ้องหุ่ย ใช้ตีด้วยไม้ เวลาเข้ากระบวนจะมีคนหาม



กลองแอว เป็นกลองขึงด้วยหนังหน้าเดียว ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ประดู่ ไม้ชิงชัน ขึงหน้ากลองด้วยหนังวัวตัวเมียหรือเลียงผา แต่ละถิ่นมีชื่อเรียกต่างกันคือ จังหวัดเชียงใหม่เรียกกลองแอวหรือกลองตึ่งโน่ง จังหวัดลำพูนเรียกกลองเปิ้งหรือกลองเปิ่งโมง จังหวัดลำปางเรียกกลองตาเสิ้งหรือกลองตาเส้ง จังหวัดแพร่และจังหวัดน่านเรียกกลองอึด จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยาเรียกกลองอึดสิ้ง




กลองแอวมีพัฒนาการมาจากกลองหลวงที่มีใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2345 – 2427 ในสมัยพระเจ้ากาวิละ กลองแอวแบ่งตามเสียงเป็น 3 ประเภทคือ

  -กลองแอวเสียงใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 13 – 15 นิ้ว
  -กลองแอวเสียงกลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 12.5 – 13.5 นิ้ว
  -กลองแอวเสียงหน้อย เส้นผ่านศูนย์กลาง 11 – 12 นิ้ว ปัจจุบันมีใช้น้อยลง เพราะเสียงเล็กแหลม            เมื่อนำ มาตีในวงติ่งโนง ทำให้ไม่สนุกครึกครื้นเท่ากลองแอวแบบอื่นๆ
หนังที่ขึงหน้ากลองแล้วให้เสียงดีที่สุดคือหนังเลียงผา แต่เมื่อเลียงผาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง จึงเปลี่ยนมาใช้หนังวัวตัวเมียแทน โดยนิยมใช้หนังวัวที่ตกลูกมาแล้ว 3 ครอกขึ้นไป กลองชนิดนี้ต้องติดจ่ากลองเพื่อเทียบเสียงให้ตรงกับฆ้องอุ้ย จ่ากลองทำมาจากข้าวเหนียวบดแช่น้ำแล้วนำมาตำให้ละเอียดผสมกับขี้เถ้าไม้ลำไย สล่ากลองบางคนใช้ขนมจีนแทนข้าวเหนียว

ที่มา:กลองตึ่งโนง

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ปี่จุม

สวัสดีทุกท่านผู้ชม-ผู้อ่าน วันนี้จะพาทุกๆท่านไปชมเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านภาคเหนือ คือ ปี่จุม ไปรู้จักกันเลย!!

ปี่จุม


ปี่จุม เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าของภาคเหนือ (ล้านนา) คำว่า "จุม" เป็นภาษาล้านนาหมายถึงการชุมนุม หรือการประชุมกัน ดังนั้น ปี่จุม จึงหมายถึง การนำปี่หลาย ๆ เล่มนำมาเป่ารวมกัน ทำด้วยไม้รวก ลำเดียว นำมาตัดให้มีขนาดสั้น ยาว เรียงจากขนาดเล็ก (ปลายไม้) ไปหาใหญ่ (โคนของลำไม้) มีต่าง ๆ กัน ตามระดับเสียง เรียงจากขนาดเล็ก ซึ่งมีระดับสูง ไปหาขนาดใหญ่ที่มีเสียงต่ำ ดังนี้

-ปี่ก้อยเล็ก
-ปี่เล็ก หรือ ปี่ตัด
-ปี่ก้อย
-ปี่กลาง
-ปี่แม่


   ปี่ชุมนิยมใช้บรรเลงประกอบการขับซอพื้นเมืองของล้านนา นิยมกันมากในจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง โดยเพลงหรือทำนองซอที่ใช้ปี่ชุมบรรเลง ได้แก่ ทำนองตั้งเชียงใหม่ จ้อยเชียงแสน จะปุ ละม้าย เงี้ยว พม่า อื่อ ล่องน่านก๋าย พระลอเดินดง

ประเภทของปี่ชุม
-ปี่ชุม 3 ประกอบด้วย ปี่ตัด ปี่ก้อย ปี่กลาง
-ปี่ชุม 4 ประกอบด้วย ปี่ตัด ปี่ก้อย ปี่กลาง ปี่แม่
-ปี่ชุม 5 ประกอบด้วย ปี่ก้อยเล็ก ปี่ตัด ปี่ก้อย ปี่กลาง ปี่แม่

ส่วนประกอบ
   ไม้ที่ใช้มาทำปี่จุมมักจะเป็นไม่ไผ่รวกชนิดหนึ่ง มีสีออกแดง ปี่ 1 จุมจะใช้ไม้ไผ่รวกลำเดียวกันทำโดยตัดไม้ตามขนาดที่ต้องการ นำมาตากแดดจนแห้งดีแล้ว นำไปทะลวงข้อโดยใช้เหล็กแหลมเผาไฟ ทางปลายที่เรียวเล็กจะใช้เป็นหัวเล่ม ซึ่งจะปาดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เอาไว้ใส่ลิ้นปี่ แล้จะเจาะรูไล่ลงมา 7 รู ซึ่งระยะห่างของรูแต่ละช่วงจะไม่เท่ากันเหมือนขลุ่ย รูที่เจาะนั้นก็จะไม่เจาะเหมือนขลุ่ยกล่าวคือจะเจาะทะลุย้อนขึ้นไปทางหัวปี่ที่ใส่ลิ้น ไม่เจาะทะลุตรง ๆ เวลาเป่าจะใช้ปากอมลิ้นเข้าไปแล้ว ใช้แก้มทำกล่องลมเพื่ออัดลมเข้าลิ้นให้เกิดเสียง อย่าง "มุราลี" ของพระกฤษณะ
ลิ้นปี่ถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของปี่จุม จะใช้ทองแดง หรือสำริด ตีให้เป็นแผ่นบาง ๆ ปัจจุบันใช้เหรียญ 25 สตางค์ เหรียญ 50 สตางค์ นำมาทุบหรือรีดให้แบบ แล้วทำการเซาะให้เป็นแนวร่องทะลุ ให้เป็นรูปตัว V ซึ่งเสียงของปี่จะดีหรือไม่ จะเป่าง่ายเป่ายากขึ้นอยู่กับลิ้นปี่นั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงมีเพียงจั้งปี่รุ่นเก่า ๆ เท่านั้นที่ทำปี่ได้เสียงดี และหาผู้สืบต่อได้ยากเพราะต้องใช้เวลา และสมาธิสูงในการทำวงปี่สมัยก่อนนั้น จะประกอบด้วย ปี่จุม 4 เพียงเท่านั้น ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ โดยลดปี่ลงเพียง 3 เล่ม คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และได้นำซึง เข้ามาแทน เพื่อใช้เป็นเสียงทุ้ม จนถึงปัจจุบันนี้ วงปี่เหลือเพียง ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่เล็ก และ ซึง โดยได้ตัดปี่แม่ออกเนื่องจากปี่แม่มีลีลาเม็ดพรายน้อย ประกอบกับมีความยาวมาก เด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่จะหัด นิ้วมือจะสัมผัสรูปี่ไม่ถึง ปี่แม่จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากวงซอ สำหรับ "ปี่ก้อย" นั้นได้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของวงซอเพราะถือว่า เป็นผู้นำเปรียบเสมือนระนาดเอกของภาคกลาง จั้งซอและจั้งปี่เล่มอื่น ๆ จะฟังเสียงจากปี่ก้อย เพราะปี่ก้อยจะมีลีลาเม็ดพรายที่มากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจั้งปี่ที่ทำการเป่าด้วย จั้งซอจะเปลี่ยนทำนองซอเป็นทำนองไหนก็ต้องบอกจั้งปี่ก้อยเพียงผู้เดียว เสียงที่ดังระรัวแต่อ่อนหวาน จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของปี่ซอ




ที่มา:ปี่จุม

กิ๋ง

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน ก่อนจากกันวันนี้ ผมมีเครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องกระทบ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยมมาแนะนำให้เพื่อนๆรู้จักกันนะครับ นั้นก็...