วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

วิโอลา

สวัสดีครับ...วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับเครื่องดนตรีสากลประเภทสายที่มีรูปร่างคล้ายกับไวโอลิน แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า เรามาชมกันเลยครับ

วิโอลา (Viola)

        วิโอลา เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสายที่มีรูปร่างคล้ายไวโอลิน แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า นิยมเล่นใน วงออร์เคสตรา และ วงเครื่องสาย ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลิน อันประกอบไปด้วยไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และ ดับเบิลเบส โดยวิโอลามีระดับเสียงต่ำกว่า ไวโอลิน แต่สูงว่าเชลโลและดับเบิลเบส        วิโอล่าจะตั้งสายเป็น C-G-D-A ซึ่งต่ำกว่าไวโอลินที่เป็น G-D-A-E ปัจจุบันวิโอล่าก็ยังคงมีขนาดที่หลากหลายมากที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกัน เพื่อให้การสะท้อนเสียงสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับไวโอลิน วิโอล่าจำเป็นต้องลดขนาดความยาวลงอีกครั้งหนึ่ง ผลของการประนีประนอมดังกล่าว ทำให้วิโอล่ามีขนาดความยาวอยู่ที่ 38 ถึง 45 ซม. ทำให้บทบาทของวิโอล่าในฐานะที่เป็นเครื่องดนตรีแสดงเดี่ยว ช้ากว่าไวโอลินและเชลโลซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกัน




  วิโอล่า (Viola) ซินเดอร์เรลล่าแห่งเครื่องสาย 
เรื่องราวของเครื่องดนตรีชนิดนี้ช่างคล้ายคลึงกับเทพนิยายเรื่องซินเดอเรลล่าเมื่อเทียบกับเครื่องสายในตระกูลเดียวกัน‘Viola ’ ในภาษาอิตาเลี่ยนหมายถึงซอวิโอล (Viol)

ในช่วงศตวรรษที่ 16 และต้นศตวรรษที่ 17 มักจะพบเครื่องดนตรีที่ชื่อ da gamba หรือ da braccio ซึ่งแสดงถึงเครื่องสายที่พัฒนามาจากเครื่องดนตรีตระกูลเดียวกัน วิโอล่าก็เช่นเดียวกับไวโอลิน ปรากฎอยู่ในภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วิหาร Saronno Cathedral ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1535 ต่อมาในศตวรรษที่ 16 วิโอล่าได้พัฒนาตัวเองเป็นเครื่องดนตรีเสียง Alto หรือ Tenor ในตระกูลไวโอลิน

โครงสร้างของวิโอล่า 
วิโอล่าจำนวนมากจากยุค Renaissance ตอนปลายและต้นยุค Baroque ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่ามีการสร้างขึ้นแตกต่างกันหลายขนาด รวมถึงวิโอล่าขนาดเล็กเพื่อให้มีโทนเสียงที่สูงขึ้นเพื่อเล่นในวง Ensemble และวิโอล่าขนาดใหญ่สำหรับเล่นโทนเสียงต่ำ 


 บทบาทของวิโอล่า 
เเม้ว่าจะมีวิโอล่าจำนวนมากที่ตกทอดมาจากศตวรรษที่ 16 และ 17 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของวิโอล่าในฐานะเครื่องดนตรีที่เป็นส่วนเติมเต็มของท่วงทำนองเท่านั้น ความถ่อมตัวดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีชนิดนี้ วงเครื่องสาย 5 ชิ้นและวิโอล่าอีก 2 คัน ถือเป็นสิ่งแปลกในดนตรีฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่ 17 เช่น ผลงานของ Jean-Baptisete Lully หนึ่งในคีตกวีที่หลงใหลในน้ำเสียงของวิโอล่า เเม้ว่าจริงๆ แล้วน้ำเสียงของวิโอล่าไม่สามารถเทียบความสดใสกับไวโอลินได้เลย รวมทั้งไม่สามารถเทียบกับประโยชน์ของเชลโลในการเล่นทำนองเสียงเบสได้เช่นเดียวกัน นักวิโอล่าซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว แม้แต่นักวิโอล่าที่เชี่ยวชาญก็ถูกมองว่ามีทักษะที่ไม่อาจเทียบกับนักไวโอลินได้เลย เป็นเพียงนักดนตรีมือใหม่ที่พึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ในสำนวนสมัยใหม่ซึ่งเปรียบเทียบวิโอล่าไว้ว่า “นักเป่าฮอร์นที่ไม่มีฟัน”

งานประพันธ์ออร์เคสตร้าในช่วงปลายยุคบาโร้คและตอนต้นของยุคคลาสสิค บทบาทของวิโอล่าไม่ได้ถูกละเลยเสียทีเดียว แต่มักจะถูกใช้คู่กับไวโอลินสองในโทนเสียงเดียวกัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้เล่นแนวเสียงเบสที่สูงกว่า 1 ขั้นคู่เสียงมากกว่า และคงใช้อยู่จนถึงตอนต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งการเพิ่มวิโอล่าเข้าไปในงานประพันธ์ดนตรีวงออร์เคสตร้า (Tutti) ได้กลายเป็นเรื่องปกติมากๆ ยิ่งกว่านั้น คีตกวีไม่ต้องการที่จะให้ความสำคัญใดๆ กับบทบาทของวิโอล่ามากนัก เช่น ในช่วงท้ายของซิมโฟนีบทที่ 9 (ค.ศ. 1824) ในกระบวนช้า พบว่าบีโธเฟนได้ให้วิโอล่าได้เล่นคู่กับไวโอลินแนวที่สองเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้จังหวะที่ช้าและสง่างาม
ตามที่ต้องการเท่านั้น 



วีดิโอการเล่นวิโอลาเบื้องต้น




ที่มา : https://sites.google.com/site/minggrawipa/home/1-1-3-wi-xo-la-viola

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

ไวโอลีน

สวัสดีครัขอเชิญทุกท่านเข้ามาอ่านเกียวกับเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ บางคนอาจจะไม่รู้จักว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ

ไวโอลิน



ไวโอลิน 

   เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงระดับเสียงสูงในกลุ่มเครื่องดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสาย (String instruments) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก เป็นเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลินที่เล็กที่สุด อันประกอบไปด้วย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และ ดับเบิลเบส เมื่อนำทั้งหมดมาเล่นร่วมกันแล้วจะเรียกว่า วงเครื่องสาย(string) ซึ่งเป็นตระกูลเครื่องดนตรีหลักของ วงออร์เคสตรา

ประวัติ

ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดไวโอลินได้ปรากฏขึ้นเมื่อช่วงเวลาใด แต่คาดว่าปรากฏขึ้นครั้งแรกในประเทศอิตาลีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเชื่อกันว่าผู้ผลิตนั้นดัดแปลงมาจากเครื่องดนตรียุคกลาง 3 ชนิด อันได้แก่ เรเบค (rebec) ซอเรอเนซองซ์ (the Renaissance fiddle) และ ลีรา ดา บราชโช (lira da braccio) ซึ่งเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับไวโอลิน แต่หลักฐานที่แน่นอนที่สุดก็คือ มีหนังสือที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับไวโอลินในปี พ.ศ. 2099 (ค.ศ. 1556) แล้ว โดยได้ตีพิมพ์ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส และคาดว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ไวโอลินน่าจะเผยแพร่ไปทั่วทวีปยุโรปแล้ว

ไวโอลินที่ถือว่าเป็นคันแรกของโลกถูกสร้างขึ้นโดย อันเดร์ อมาตี (Andrea Amati) ในช่วงครึ่งศตวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการว่าจ้างของครอบครัวเมดิซี ซึ่งต้องการเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ต่อมาด้วยคุณภาพที่ดีของเครื่องดนตรี พระเจ้าชาลส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อันเดร์ ประดิษฐ์ไวโอลินขึ้นมาอีก เพื่อมาเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประเภทใหม่ของวงออร์เคสตราประจำของพระองค์ และไวโอลินที่เก่าแก่สุดและยังให้เห็นอยู่ คือไวโอลินที่ อันเดร์ ประดิษฐ์ขึ้นในเมืองเครโมนา (Cremona) ประเทศอิตาลี ซึ่งได้ถวายแด่ พระเจ้าชาลส์ที่ 4 เช่นกันตรงกับปี พ.ศ. 2109 (ค.ศ. 1566)

โครงสร้างไวโอลิน

โครงสร้างของไวโอลิน เรียงจากบนไปล่าง

-หัวไวโอลิน (Scroll)
-โพรงลูกบิด (Pegbox)
-คอ (Neck)
-สะพานวางนิ้ว หรือ ฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard)
-(Upper Bout)
-เอว (Waist)
-ช่องเสียง (F-holes)
-หย่อง (Bridge)
-(Lower Bout)
-ตัวปรับเสียง (Fine Tuners)
-หางปลา (Tailpiece)
-ที่รองคาง (Chinrest)
ขนาดมาตรฐานของไวโอลินคือ ยาว 23.5 นิ้ว และ คันชักยาว 29 นิ้ว


การดูแลรักษาไวโอลิน

ไม้กับความชื้น (Wood and Water)
ไม้ไม่สามารถรักษาสภาพของตัวเองได้ดีนักเมื่อถูกความชื้น แม้ว่าไม้จะคงรูปได้ดีขึ้นหลังจากที่ผ่านกระบวนการอบเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ไม้ยังคงพองหรือบวมเมื่อถูกความชื้น และหดตัวเมื่ออากาศแห้ง ไม้ที่ใช้ทำชิ้นส่วนบางอย่างของไวโอลินจะคงรูปดีกว่าไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีอื่นๆ นอกจากนั้น ไม้ทุกชนิดจะหดตัวในแนวขวางของลายไม้มากกว่าการหดตัวตามยาว

ในช่วงเดือนที่มีความชื้นสูงๆ ไม้แผ่นหน้ามักจะเกิดการขยายตัวมากกว่าอาการคอไวโอลินตก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สายไวโอลินเหนือสะพานวางนิ้วลอยสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของความชื้นในอากาศอาจเป็นสาเหตุให้การเล่นและการตอบสนองของเสียงเกิดการแกว่งตัว และอาจทำให้เกิดปัญหาที่หนักกว่านั้นคือ ไม้เกิดการปริแตกเมื่อสูญเสียความชื้นอย่างรวดเร็วกว่าที่มันดูดซึมเอาไว้ได้

การบิดตัวของไม้ (Distortion)
ธรรมชาติของไม้มีความยืดหยุ่นในตัวเอง อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไปตามแรงที่มากระทำ ช่างทำไวโอลินอาศัยข้อดีอันนี้ในการขึ้นรูปแผ่นไม้ด้านข้าง (Rib) หรือการดัดไม้

แต่หย่องที่งอ ไม้แผ่นหลังที่ยุบ และคอไวโอลินที่ตก เป็นผลมาจากแรงกดอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม้เริ่มบิดตัว มันจะสูญเสียความแข็งแรงจากรูปทรงเดิมอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้เกิดความเสียหายหนักตามมา

อุณหภูมิ (Temperature)
การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม้เกิดการขยายตัวและหดตัวเช่นเดียวกับวัตถุอื่นๆ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของอุณหภูมิและ ความชื้นในไม้ ควรจะใช้กล่องไวโอลินแบบสูญญากาศอย่างดี และอย่าวางไว้ไกล้รังสีความร้อนหรือวางถูกแสงแดดโดยตรง กล่องไวโอลินเกือบทุกชนิดที่บุด้วยวัสดุผิวด้านสีเข้มจะมีผลต่อการดูดซับแสงให้แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนได้มากกว่า

การเดินทาง (Travel) ขนส่ง (Shipping) การถือ (Carrying an instrument)
ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ อย่าวางเครื่องดนตรีไว้ในกระโปรงท้ายรถ เพราะเครื่องดนตรีจะได้รับความร้อนมาก ทำให้ได้รับความเสียหาย

เมื่อต้องส่งเครื่องดนตรีไปทางพัสดุภัณฑ์ ให้คลายสายออกเล็กน้อยและใช้วัสดุนุ่มๆ บุที่หย่องทั้ง 2 ด้านเสียก่อน ควรเก็บเครื่องดนตรีไว้ในกล่องของมันเองเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นให้ห่อในกล่องสำหรับส่งของ บุรอบๆ กล่องด้วยวัสดุสำหรับห่อกล่อง

ถ้าหกล้มในขณะถือเครื่องดนตรี โดยสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่จะกอดกล่องไวโอลินไว้ข้างหน้า เพราะคิดว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องดนตรีแตกหักได้ แต่น่าเสียดายว่ากลับทำให้เครื่องดนตรีพังมา ควรใช้กล่องที่แข็งแรงซึ่งจะยึดไวโอลินให้ลอยอยู่ในกล่องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการล้มคว่ำหงาย และพยายามหัดถือกล่องด้วยมือที่ไม่ถนัดให้เคยชิน เช่น ถือด้วยมือซ้ายถ้าคุณเป็นคนถนัดขวา ซึ่งจะทำให้เหลือมือข้างที่ถนัดไว้ป้องกันตนเองได้

การทำความสะอาด (Cleaning)
การเช็ดทำความสะอาดตัวเครื่องและคันชักด้วยผ้านุ่มๆ สะอาดๆ หลังการเล่นทุกครั้งเป็นสิ่งที่ควรทำให้เป็นกิจวัตร ใช้เศษผ้าชุบแอลกอฮอล์เพื่อขจัดการเกาะตัวของยางสนบนฟิงเกอร์บอร์ด และสาย
สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือระวังไม่ให้แอลกอฮอล์สัมผัสกับผิวของวานิช และควรจะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คสภาพไวโอลินเป็นประจำทุกๆ ปี ช่างอาจจะปล่อยรอยคราบบางอย่างเอาไว้ และใช้น้ำยาเคลือบผิวทับลงไปบนคราบสกปรกโดยไม่จำเป็นต้องเอาออกก็ได้ กรดจากผิวหนังของคุณสามารถทำลายผิวของวานิชได้อย่างช้าๆ ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวของวานิช

คันชัก (Bow)
ควรจะจับคันชักบริเวณ Frog ในขณะดึงหางม้า (Hair) ให้ตึง เพราะจะช่วยลดแรงกดที่เกลียวสกรูทองเหลือง (Screw) ที่อยู่ข้างในโคนด้ามคันชัก และช่วยป้องกันไม่ให้เกลียวหวานได้

ในขณะที่คุณเล่นไวโอลินนั้น หางม้าที่อยู่ด้านข้างคันชักที่คุณลากลงมักจะชำรุดได้ง่าย ทำให้ความสมดุลของแรงดึงบนคันชักเสียไปจนอาจทำให้คันชักงอได้ ดังนั้นพยายามเปลี่ยนหางม้าบ่อยๆ และพยายามรักษาหนังหุ้มด้ามคันชัก (Pad หรือ Grip) ให้อยู่ในสภาพดี ถ้านิ้วโป้งของคุณไปเสียดสีกับด้ามคันชักบ่อยๆ จะทำให้คันชักได้รับความเสียหายเช่นกัน พยายามตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ และควรให้ความเอาใจใส่ปลายคันชัก (Tip) เป็นพิเศษ


ที่มา:ไวโอลิน

กีตาร์เบส

สวัสดีครับ..ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักเครื่องดนตรีสากลที่มีเสียงทุ้ม..เป็นเครื่องดนตรีที่ควบคุมจังหวะอีกอย่างหนึ่ง หลายคนก็อาจจะรู้จักบ้างแล้ว..ไปดูกันเลยคับ

กีตาร์เบสเบส 


   เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ในทางสากลสามารถเรียกได้ทั้ง electric bass (เบสไฟฟ้า) , electric bass guitar (กีตาร์เบสไฟฟ้า) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า bass (เบส) ลักษณะของเบสมีขนาดใหญ่กว่ากีตาร์ มีโครงสร้างของคอที่ใหญ่และยาวกว่า มีย่านความถี่เสียงต่ำ มีหน้าที่โดยหลัก ๆ ในการให้จังหวะ คือคุมจังหวะตาม rhythm, line, pattern และ groove ของดนตรี ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายระดับความสามารถการเล่นให้สูงขึ้นตามแนวเพลงและการประยุกต์ใช้ต่าง ๆ เช่น เทคนิคการ Slap หรือการตบเบส (รวมไปถึงเทคนิคอื่นที่ใช้ร่วมกันกับการ Slap) ในดนตรี Funk, Jazz และอีกหลายแนว การ Tapping การเดิน Improvising การเล่น Harmonics การเล่น Picking เป็นต้น

เบสไฟฟ้าจัดว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ถือกำเนิดหลังเครื่องดนตรีอื่น ๆ ในประเภทวงสตริงคือสร้างขึ้นหลัง กีตาร์ กลอง คีย์บอร์ดหรือซินธิไซเซอร์ (รายละเอียดจะมีในหัวข้อประวัติ) เครื่องดนตรีประเภทเบสที่ใช้กันในวงดนตรีและแนวต่าง ๆ ก็จะมี เบสไฟฟ้า เบสโปร่งไฟฟ้า fretless bass (เบสไม่มีเฟรต) และ double bass, upright bass บ้างทีก็เรียกกันว่า acoustic bass แต่ก็มีภาษาพูดเรียกกันติดปากสำหรับนักดนตรีบางคนว่า เบสใหญ่

เบสไฟฟ้าที่ใช้โดยทั่วไปจะมี 4 สาย 5 สาย และ 6 สาย ส่วนสายที่มากไปกว่านี้ก็มีเนื่องจากนักดนตรีบางคนอาจจะออกแบบเพื่อประยุกต์ใช้ทางการเล่นเฉพาะตัว

เบส 4 สายการตั้งสายตามมาตรฐานคือ E-A-D-G (เรียงจากต่ำ-สูง) เบส 5 สายคือ B-E-A-D-G ส่วน 6 สายคือ B-E-A-D-G-C แต่อย่างไรก็ตามเบสก็ได้ถูกขยายขอบเขตออกไปตามแนวคิดและการประยุกต์ใช้ของมือเบสต่าง ๆ จำนวนสายก็อาจจะมีอื่น ๆ อีก เช่น 3 สาย, 7 สาย, 8 สาย, 9 สาย เป็นต้น มาจากประเทศ


ประวัติ

เมื่อกล่าวถึง Bassline เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงการดนตรี โดยเริ่มได้ยิน เช่นในบทเพลงของ J.S. Bach ระหว่างปี 1685-1750 ซึ่ง bassline มีความ สำคัญเฉกเช่นเดียวกับในส่วนของ soprano, alto, tenor เลยที่เดียว โดยในดนตรีคลาสสิก และออร์เคสตรา เสียงเบสจะถูกกำหนดขึ้นโดยเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า upright bass หรือ bass viola ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีตระกูลเบสรุ่นแรกในโลก

ต่อมาเมื่อเริ่มมีดนตรีของคนแอฟริกัน คือ Ragtime (ดนตรีแนวเต้นรำของชาวแอฟริกัน) และ New Orleans Jazz โดยมีอุปกรณ์เสียงต่ำที่เล่นจาก brass bass และ tuba เนื่องจากเป็นการเล่นโดยใช้ลมหายใจในการเป่า ที่ใช้ทูบาในการเล่นเป็นจังหวะ 2 beat ใน 1 bar และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเพลง jazz และเพลงเต้นรำ

เมื่อเพลงแจ๊ซมีการพัฒนาและเกิดการวิวัฒนาการขึ้นเป็นจังหวะ swing ในปี 1935 การแต่งและการเรียบเรียงดนตรีจึงเกิดมีความซับซ้อนและยุ่งยากตามมา แต่ในขณะนั้น ได้มีในงานดนตรีที่มีชื่อเสียงในวงการเพลงแจ๊ซ เช่น Duke Ellington, Count Basie and Benny Goodman และจังหวะแบบ 4 จังหวะ ใน 1 ห้องเพลง เริ่มเป็นที่แพร่หลายและนำไปใช้กันมากขึ้น ตั้งแต่ที่ brass bass ไม่สามารถที่จะเล่นในจังหวะนี้ได้ Acoustic upright bass จึงได้เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ขึ้นมาแทนที่ brass bass อย่างไรก็ตาม Acoustic upright bass ก็มีข้อจำกัดของมันเองอยู่เหมือนกัน ในเรื่อง ของลำตัวที่ค่อนข้างใหญ่พกพายาก และมีน้ำเสียงที่ไม่สามารถดังดีพอและเหมาะสมในการเล่นร่วมกับวงดนตรีประเภท Big band ที่มีเครื่องดนตรีหลากหลายชิ้น เช่น brass จำนวน 7 ตัว, เปียโน, กีต้าร์ กลอง สิ่งนี้จึงมีการเกิดปัญหาต่อในหมู่คนเล่นเบส

ต่อมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์ เบสไฟฟ้าขึ้นมาตัวแรกของโลก เบสไฟฟ้าตัวแรกของโลก ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาโดย Clarence Leo Fender ในปี 1951 จากบริษัท Fender Musical Intrumental Company (บริษัทเดียวกับที่ผลิตกีตาร์ Fender) ร่วมกันผลิตเบสที่มีชื่อรุ่นว่า Precision bass โดย Leo Fender ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหาของเบสรุ่นเก่าที่มีปัญหาในเรื่องของเสียงและขนาดที่ใหญ่ของ Acoustic upright bass ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อรุ่นว่า Precision bass เพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย ที่แปลว่า "เบสที่มีความกระชับ " โดยมีการใช้เฟร็ทติดลงบน Fingerboard และ แก้ไขในเรื่องของน้ำเสียงให้ดีขึ้นLeo Fender กล่าวว่า "พวกเราต้องให้ความเป็นอิสระแก่มือเบสจาก Acoustic upright bassการผลิตเบสจึงเป็นการเกิดอุตสาหกรรมการผลิตเบสขึ้นเป็นครั้งแรก โดยความร่วมมือกับ George Fullerton Precision Bass รุ่นนี้มีการสร้างเฟรทที่ลำคอ มีลักษณะเป็น slab-bodied และ มี 34" scale ต่อมาเบสรุ่นนี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีระดับโลก ในทุก ๆ แขนงทางดนตรี เช่น Monk Montgomery, Shifti Henri, Dave Myers

วงของ Vibist Lionel Hampton นับเป็นรุ่นแรกที่นำ P-Bass ไปใช้ในการแสดง โดยมือเบสของเขา คือ Roy Johnson และเบสตัวนี้มีเสียงที่ออกมาได้อย่างน่าทึ่งมาก จากคำวิจารณ์ของ Leonard Feather ซึ่งได้เขียนในนิตยสาร Down Beat เมื่อ 30 กรกฎาคม 1952 หลังจาก Roy Johnson ออกจากวงของ Hampton Monk Montgomery จึงเป็นบุคคลแรกที่สามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นจากเบสตัวนี้ แต่เขาก็ยังคงใช้ upright bass ในการเล่นควบคู่กันไปในวงของเขา กับมือกีตาร์คือ Wes Montgomery (มือกีตาร์ฝีมือดีแห่งวงการ) ซึ่งเป็นน้องชายเขา

นอกจากนี้ นักดนตรี Blues ก็นำเอาเบสรุ่นนี้ไปใช้ในบทเพลงเช่นเดียวกัน โดยในปี 1958 Dave Myers ได้นำ Precision Bass ไปใช้ในการบันทึกเสียงเบส ที่สร้างความสำเร็จให้แก่นักดนตรี Blues สมัยนั้นอย่างมากมาย โดย เขาได้พูดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1998 ว่า "ผมสร้างความประสบความสำเร็จให้กับ Fender Bass.."



ที่มา:กีตาร์เบส

กีตาร์โปร่ง

สวัสดีครับท่านที่เข้ามาอ่าน-มาชม วันนี้จะพาไปรู้จักส่วนประกอบของเครื่องดนตรียอดฮิต ที่หลายๆคนอาจจะรู้จักแล้ว เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ ไปดูกันเลยย

กีตาร์โปร่ง

กีตาร์

    เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับกีตาร์โปร่งอยู่บ้างไม่มากก็น้อย บางคนเล่นเป็น แต่บางคนถึงเล่นไม่เป็นก็รู้ว่าเครื่องดนตรีชิ้นนี้เรียกว่าอะไร เหตุผลอย่างหนึ่งคงเพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้อยู่คู่โลกใบนี้มานานเป็นร้อย ๆ ปี และอยู่ใกล้ตัวเรามานานทั้งในชีวิตประจำวันของใครหลายๆคน หรือแม้แต่ในบทเพลงมากมายที่พวกเราต่างรู้จักกันดี
แต่พวกเรารู้จักมันดีแค่ไหน เรารู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง เพราะกีตาร์โปร่งมีมากมายเป็นร้อยเป็นพันรุ่นในตลาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันมีลักษณะเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันยังไง และเราเหมาะกับกีตาร์โปร่งแบบไหน?
วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับกีตาร์โปร่งให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจเลือกกีตาร์โปร่งที่เหมาะกับเราได้ง่ายขึ้นด้วย

ทำไมดีดกีตาร์โปร่งแล้วมีเสียง?

    เคยสงสัยกันบ้างมั้ย ว่าทำไมกีตาร์โปร่งจึงดีดแล้วมีเสียง ในขณะที่เราทำแบบเดียวกันกับกีตาร์ไฟฟ้าแล้วแทบไม่ได้ยินอะไรมากไปกว่าเสียงลวดแหลมๆ ไม่มีความไพเราะอะไรเลย คำตอบคือ เมื่อเราดีด (หรือเกา) กีตาร์โปร่ง แรงสั่นสะเทือนของสายจะถูกส่งไปยังแผ่นไม้หน้า (top) ทำให้ไม้หน้ามีการสั่นสะเทือน แรงสั่นสะเทือนของไม้หน้านี้ก็จะไป “เขย่า” อากาศที่อยู่รอบ ๆตัวมันโดยเฉพาะด้านหน้าให้กลายเป็นเสียงกีตาร์ที่พวกเรารู้จัก


ส่วนประกอบของกีตาร์โปร่ง

ส่วนประกอบหลัก ๆ ที่เราควรรู้จักคร่าวๆ เพื่อให้ง่ายต่อการดูสเปคก็ได้แก


ไม้หน้า (top/soundboard)

  • ไม้หน้า (top/soundboard) แผ่นไม้ด้านหน้าสุด (ถ้าวางกีตาร์ในแนวนอน ไม้ส่วนนี้ก็จะอยู่ด้านบนสุด จึงเรียกว่า top wood) ไม้ส่วนนี้คือส่วนสำคัญที่สุดในการส่งเสียงของกีตาร์โปร่ง เปรียบเสมือน “ดอกลำโพง” ของกีตาร์โปร่งนั่นเอง บางครั้งเราก็เรียกไม้ท็อปนี้ว่า soundboard ซึ่งก็เนื่องมาจากหน้าที่ในการส่งเสียงของมันนั่นเอง ทั้งนี้ ไม้แต่ละชนิดที่นำมาใช้ทำทั้งสองส่วนล้วนมีผลต่อเสียง เนื่องจากไม้แต่ละชนิดมีคุณสมบัติตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสะท้อนเสียงก็ย่อมแตกต่างกันตามไปด้วย นอกจากนี้ สิ่งที่ควรทราบอย่างยิ่งเกี่ยวกับไม้ท็อปซึ่งหลายคนมักมองข้ามหรือไม่ทราบ คือ การวางโครง bracing ใต้แผ่นท็อปซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสียง ทั้งนี้จะขอกล่าวถึงในหัวข้อ Bracing่


back-slide-guitar
ไม้หลัง (back) และไม้ข้าง (sides)

  • ไม้หลัง (back) และไม้ข้าง (sides) ไม้หลังคือไม้ชิ้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ top ส่วนไม้ข้างก็คือส่วนด้านข้างของกีตาร์โปร่งที่ถูกดัดให้เป็นส่วนโค้งของกีตาร์ ไม้ทั้งสองส่วนนี้ถูกจับมาประกบเข้าคู่กันให้เป็นเสมือน “กล่องเปล่า” ที่ทำหน้าที่สะท้อนเสียงก้องกังวาน (resonance) ออกมาด้านหน้าของกีตาร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้กีตาร์โปร่งแตกต่างจากกีตาร์ไฟฟ้า และเช่นเดียวกับไม้ท็อป คือไม้แต่ละชนิดที่นำมาทำทั้งสองส่วนนี้ของกีตาร์โปร่งจะให้คาแรคเตอร์เสียงที่แตกต่างกัน























  • คอ (neck) คือไม้ชิ้นยาวที่ยื่นจากส่วนลำตัวของกีตาร์ไปถึงส่วนหัว (headstock) แม้ไม้ส่วนนี้จะไม่ใช่ส่วนที่ใช้สะท้อนเสียงหรือส่งเสียงโดยตรง แต่ชนิดไม้ที่ใช้ทำคอกีตาร์โปร่งก็มีผลต่อเสียงโดยรวมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับคอกีตาร์ ก็คือ รูปทรงของคอกีตาร์ (neck profile) เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกสบายหรือไม่ก็อึดอัดไปเลย


neck-guitar
คอ (neck)

  • เฟรท (frets) และฟิงเกอร์บอร์ด (fingerboard/fretboard) เฟรท ก็คือโลหะชิ้นเล็กๆ ขนาดใกล้เคียงกับก้านไม้ขีดไฟ โดยส่วนใหญ่จะมีจำนวน 20 อัน ถูกยึดติดไว้บนแผ่นไม้สี่เหลี่ยมสีดำยาวๆ ที่เรียกว่าฟิงเกอร์บอร์ด หน้าที่ของเฟรทก็มีไว้เพื่อแบ่งโน้ตให้แยกของใครของมัน ซึ่งวัสดุ รูปทรง ขนาด ความโค้ง การเก็บความเรียบร้อยตรงปลายเฟรทก็นับว่ามีผลต่อการเล่นและเนื้อเสียง ในส่วนของไม้ฟิงเกอร์บอร์ดนั้น ชนิดไม้ที่ใช้และความโค้งของฟิงเกอร์บอร์ด (fingerboard radius) ก็มีผลต่อเสียงและการเล่นด้วยเช่นกัน  


guitar-component
ส่วนประกอบของกีต้าร์โปร่ง

  • นัท (nut) คือชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมอันเล็กๆ บางๆ ที่วางไว้ตรงปลายสุดของฟิงเกอร์บอร์ดฝั่งหัวกีตาร์ มีหน้าที่รองรับมุมเลี้ยวและแรงกดของสายกีตาร์ที่พาดผ่านจากฟิงเกอร์บอร์ดไปที่หัวกีตาร์ นัทกีตาร์มีหลายวัสดุให้เลือกทั้งวัสดุธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น ซึ่งก็เช่นกันกับแทบจะทุกส่วนของกีตาร์ คือ วัสดุที่นำมาใช้ทำนัทจะมีผลต่อเสียงด้วย ปัจจุบันวัสดุที่นิยมใช้ผลิตนัทมากที่สุดเห็นจะเป็นวัสดุสังเคราะห์จำพวกกราไฟท์กับวัสดุเทียมกระดูก
  • ลูกบิด (machine heads/tuners) ก็คืออะไหล่โลหะ 6 อันที่ติดตั้งอยู่บนหัวกีตาร์ หน้าที่ก็เพื่อไว้ยึดสายกีตาร์นั่นเอง
  • ดเดิล (saddles) และ หย่อง (bridge) แซดเดิลคือชิ้นส่วนอันเล็กๆ ที่วางไว้บนไม้หย่อง มันทำหน้าที่คล้ายๆ นัทและมีตัวเลือกวัสดุเหมือนๆ กัน เพียงแต่แซดเดิลถูกวางไว้คนละฝั่งของสายกีตาร์โดยติดตั้งอยู่บนแผ่นไม้ที่เรียกว่าหย่องหรือ bridge ที่ทำหน้าที่เหมือนตอม่อหรือสมอบกที่รั้งสายกีตาร์เอาไว้
  • ปิ๊คการ์ด (pick guard) แผ่นวัสดุบางๆ วางอยู่ถัดจากโพรงเสียงฝั่งสาย 1 จุดประสงค์แรกเริ่มเดิมทีของปิ๊คการ์ดก็เพื่อไว้ป้องกันไม่ให้ไม้ท็อปมีรอยข่วนของปิ๊คที่เกิดจากการตีคอร์ด แต่ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มีการปรับรูปทรงปิ๊คการ์ดของตัวเองให้มีความสวยงามดูกลมกลืนกับดีไซน์กีตาร์ของตัวเอง กลายเป็นจุดขายของกีตาร์โปร่งแต่ละแบรนด์ เช่น Gibson  หลายๆรุ่น  เป็นต้น


acoustic-pickups-guitar
ระบบไฟฟ้าหรือปิคอัพ (acoustic pickups)

  • ระบบไฟฟ้าหรือปิคอัพ (acoustic pickups) กีตาร์โปร่งบางตัวจะมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อแปลงเสียงของกีตาร์โปร่งและส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปที่แอมป์เพื่อใช้เล่นออกงาน บางครั้งเราก็เรียกกีตาร์โปร่งที่ติดปิคอัพว่า “กีตาร์โปร่งไฟฟ้า” ปิคอัพที่ใช้กับกีตาร์โปร่งนั้นมีหลายรูปแบบ หลายเกรด หลายยี่ห้อ หลายราคา ซึ่งผู้เขียนจะลงรายละเอียดในหัวข้ออื่นๆ ต่อไป
  • งานประดับ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเสียง แต่มักมีผลทางใจอย่างมาก งานประดับของทุกส่วนของกีตาร์โปร่งสามารถถูกประดับอัพความสวยได้หมด ไล่ตั้งแต่ฟิงเกอร์บอร์ดที่มีการฝังอินเลย์ลวดลายสวยล้ำงามตามากกว่าแค่จุดกลมๆ เช่น ขอบบอดี้ที่มีการเดินเส้น binding เส้น purfing สวยๆสารพัดวัสดุบนไม้หลัง ลวดลายกราฟิคตรงขอบโพรงเสียง (rosette) ที่มีการประดับประดาด้วยอินเลย์จากเปลือกหอยอบาโลน ปิ๊ดการ์ดลวดลายเก๋ๆ ของกีตาร์ Gibson the Dove เป็นต้น และแน่นอนว่ายิ่งของประดับเยอะเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งสูงตามไปเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรกีตาร์สวยๆ มันก็น่ามอง น่าภาคภูมิใจในการครอบครองมากกว่ากีตาร์เรียบๆ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่มีลูกค้ามากมายยินดีจ่ายเพิ่มเพื่องานประดับ ก็เหมือนๆ สินค้าทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่ผู้ซื้อจะมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองนั่นแหละ



วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562

ระนาดทุ้ม

ขอเชิญทุกท่านที่เข้ามาอ่าน-ชม วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักประวัติความเป็นมาของระนาดทุ้มกันนะครับ ไปดูกันเลย!!

ระนาดทุ้ม

ประวัติ ความเป็นมาของระนาดทุ้ม

      ระนาด เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี สันนิษฐานว่าแต่เดิมนั้นคงนำไม้ทำอย่างกรับหลาย ๆ อันวางเรียงกันแล้วตีให้ เกิดเสียง ต่อมาจึงคิดทำไม้รองเป็นรางแล้วจึงประดิษฐ์ดัดแปลงให้มีขนาดลดหลั่นกันวางบน รางเพื่อให้สามารถอุ้มเสียงได้ จากนั้นใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆ  กันนั้นให้ติดกันเป็นผืนขึงแขวนไว้บนราง และใช้ขี้ผึ้งผสมตะกั่วติดหัวท้ายเพื่อถ่วงเสียงให้เกิดความไพเราะยิ่งขึ้น โดยใช้ไม้ตีให้เกิดเสียงดังกังวานลดหลั่นกันไปตามต้องการแล้วให้ชื่อว่า “ระนาด”
       ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีผู้คิดประดิษฐ์ระนาดอีกชนิดหนึ่งให้มีเสียงทุ้มนุ่มนวล ฟังไม่แกร่งกร้าวเหมือนอย่างเก่า จึงเรียกระนาดอย่างใหม่ว่า “ระนาดทุ้ม” และเรียก ระนาดอย่างเก่าว่า “ระนาดเอก” ซึ่งระนาดทุ้มนั้นคิดประดิษฐ์เลียน แบบจากระนาดเอก ลูกระนาดทำจากไม้ไผ่เช่นเดียวกัน หากแต่เหลาให้มีขนาดกว้างและยาวกว่าลูกระนาดเอก มีจำนวน ๑๗-๑๘ ลูก เทียบเสียงให้ต่ำกว่าระนาดเอกหนึ่งช่วงคู่แปด รางระนาดทุ้มทำจากไม้ที่มีความคงทนสวยงาม เช่น ไม้ขนุน ไม้ชิงชัน เป็นต้น  มีรูปร่างคล้ายหีบไม้แต่เว้ากลางเป็นการโค้ง ใช้โขนปิดทางด้านหัวและด้านท้ายยาวประมาณ ๑๒๔ เซนติเมตร มีตะขอติดโขนข้างละ ๒ อัน สำหรับแขวนหรือขึงผืนระนาดทุ้ม ปากรางกว้างประมาณ ๒๒ เซนติเมตร และมีเท้าเตี้ยๆ รอง ๔มุมราง รางระนาดทุ้มมักมีการแกะสลักลวดลายต่างๆ แล้วลงรักปิดทองเรียกว่า“รางทอง” ซึ่งนิยม กันมาก ไม้ตีนั้นใช้ไม้นวม ซึ่งหัวไม้พันผ้าพอกให้โตและนุ่มเพื่อให้เสียงนุ่มนวล

 เทคนิค การบรรเลงระนาดทุ้มและแบบฝึกหัดการบรรเลงระนาดทุ้ม


๑.   การตีไล่ เสียงขึ้น - ลง โดยใช้มือซ้ายตีที่ลูกทวน หรือลูกที่มีเสียงต่ำสุดซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของผู้บรรเลง และตีเรียงเสียงขึ้นไปจนได้คู่แปด แล้วเปลี่ยนมาใช้มือขวาไล่ต่อไปจนถึงลูกยอดหรือลูกที่มีเสียงสูงสุดซึ่งอยู่ ทางขวามือของผู้บรรเลง และในทำนองกลับกันใช้มือขวาตีที่ลูกยอดไล่เรียงเสียงลงมาให้ได้คู่แปดกับลูก ยอด แล้วเปลี่ยนไปใช้มือซ้ายไล่เรียงเสียงลงมาจนถึงลูกทั่ง
๒. การตีไล่ เสียงสลับมือ โดยการตีสลับมือซ้ายขวาจากเสียงต่ำสุดไปหาเสียงสูงสุด โดยใช้ มือซ้ายตีลงก่อนแล้วตามด้วยมือขวา เมื่อมือขวาตีถึงลูกยอด ให้ตีถอยลงมาโดยเริ่มด้วยมือซ้ายตีลงที่ลูกยอดก่อน ตามด้วยมือขวาตีสลับลงมาจนถึงเสียงต่ำสุด
๓.  การตีสอง มือพร้อมกันเป็นคู่ต่าง ๆ   โดยลงน้ำหนักมือเท่ากัน      ใช้มือซ้ายและมือขวาตีลงที่ ลูกฆ้องพร้อมกันทั้งสองมือ โดยใช้นำหนักมือทั้งสองมือเท่ากันและมีเสียงประมาณกัน
๔.      การตีกรอ คู่ต่าง ๆ โดยตีคู่เช่นคู่ ๒ , ๔ , ๘
๕.      การตีผสม มือ และการตีแบ่งมือ
          -การตีไล่เสียงขึ้น ๓ เสียง รูปแบบการแบ่งมือคือ ซ้าย ขวา ขวา
          -การตีไล่เสียงลง ๓ เสียง รูปแบบการ แบ่งมือคือ ขวา ขวา ซ้าย
          -การตีไล่เสียงขึ้น ๔ เสียง รูปแบบการแบ่งมือคือ ซ้าย ซ้าย ขวา ขวา
          -การตีไล่เสียงลง ๔ เสียง รูปแบบการ แบ่งมือคือ ขวา ขวา ซ้าย ซ้าย

 ระนาดทุ้ม เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ทำด้วยไม้มีรูปลักษณะเป็นรางร้อยลูก ระนาดเป็นพื้นแขวนบนรางระนาดทุ้ม เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประสมอยู่ในวงดนตรีไทยประเภทต่างๆ  เช่น  วงปี่พาทย์ไม้แข็ง  วงปี่ พาทย์ดึกดำบรรพ์ วงปี่พาทย์ไม้นวม  วงมโหรี   ฯลฯ ทำหน้าที่ ดำเนินทำนองเพลง  หยอก ล้อไปกับระนาดเอกทำให้เกิดความสนุกสนาน




ระนาดเอก

สวัสดีทุกท่านที่เข้ามาชม. ขอเชิญทุกท่านไปดู-ไปรู้จัก เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทยที่มีชื่อว่า ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไฟเราะอีกเครื่องหนึ่ง ไปดูกันเลย!!

ระนาดเอก


ระนาด

      ระนาด คือ เครื่องตีที่นิยมนำมาประสมวงปี่พาทย์  จึงเป็นของจำเป็นและขาดไม่ได้หากขาดระนาดไปจะไม่เรียกวงดนตรีนั้นว่าปี่พาทย์
ระนาดมี 4 อย่าง คือ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาดทุ้มเหล็ก
สองชนิดแรก ทำด้วยไม้ ซึ่งแต่เดิมนิยมใช้ไม้ไผ่ตง เหลาเป็นลูกระนาด เรียกว่า ไม้บง
ต่อมาอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นไม้เนื้อแข็งอื่น  เช่น  ไม้ชิงชัน ไม้ประตู่  ไม้มะหาด และ ไม้พยุงก็ได้

ระนาดเอกมีเสียงสูง ทั้งผืนมี 21 ลูก ส่วนระนาดทุ้ม มีเสียงตํ่า มีทั้งหมด 18 ลูก ระนาดเอกนั้นเกิดก่อนตั้งแต่สมัยอยุธยา  จึงใช้เป็นตัวยืนอยู่ในวงปี่พาทย์เครื่องห้าของโบราณ


ระนาดเอก

1.ลักษณะทั่วไป

ระนาดเป็นเครื่องดนตรีที่มีวิวัฒนาการมาจากกรับ โดยการนำเอากรับที่มีขนาดเล็ก
บ้างใหญ่บ้าง สั้นบ้างยาวบ้าง นำมารวมกันเป็นชุด จึงมีระดับเสียงที่แตกต่างกัน
ระนาดเอกนี้ นักดนตรีส่วนใหญ่ จะเรียกสั้นๆว่า “ระนาด” ส่วนประกอบของระนาดเอก
มีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ราง ผืน และ ไม้ตี

2.ตำแหน่งของเสียง

ระนาดจัดเป็นเครื่องดนตรีที่มีระดับเสียงมากที่สุด จำนวน 21-22 ระดับเสียง
ด้วยความที่มีจำนวนระดับเสียงถึง 22 เสียงจึงทำให้ระนาดเอกมีช่วงพิสัย หรือ ความกว้างของระดับเสียงครอบคลุมถึง 3 ช่วงทบเสียงซึ่งส่งผลให้การเคลื่อนที่ของเสียงในการเดิน
ทำนองเป็นไปอย่างไม่ซํ้าซากจำเจอยู่ที่ช่วงระดับเสียงใดเสียงหนึ่ง

3.การฝึกหัดบรรเลงระนาดเอก

            หากยอมรับดนตรีในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ อันเป็นผลงานที่เกิดจาก
ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ที่ก่อให้เกิดคุณค่า ความไพเราะ และงดงามแล้ว จะไม่เป็นการยากในการทำความเข้าใจ และเข้าถึงดนตรีไทย ทั้งนี้เนื่องจาก
ทำให้วิธีคิดการมองภาพของสิ่งที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ของดนตรีไทย อย่างไม่แยกจากความเป็นจริงทางสังคม และธรรมชาติ ที่กล่าวนำ เช่นนี้
            แต่ละคนมีคุณภาพของนักระนาดที่แตกต่างกัน เช่น คุณภาพของนำเสียง การดำเนินกลอน เป็นต้น แต่ถึงมีความแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม แต่ วิธีหลักๆ ทุกสำนักจะมีหลักการพื้นฐาน
ที่คล้ายกัน

4.การดูแลรักษา

            คุณภาพของเครื่องดนตรี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเสียง
ดังนั้น การดูแลรักษาเครื่องดนตรีให้มีความสมบูรณืตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ในกรณีของระนาดเอกจะต้องดูแลรักษาส่วนที่เกี่ยวข้องกับส่วนประกอบของระนาด
ทั้ง 3 ส่วน คือ ราง ผืน และไม้ตี
            
ประวัติความเป็นมาและบทบาทของระนาด

            ระนาดจัดเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตี ผลิตจากวัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ไม้ไผ่และไม้เนื้อแข็ง คำว่า “ระนาด” นั้นเป็นคำไทยแผลง หรือ ยืดเสียงมาจากคำว่า“ราด”
            ระนาดมีพัฒนาการมาจากกระบอกไม้ไผ่ในตระกูล “เกราะ-โกร่ง-กรับ” ระนาดยุคแรก
เริ่มแต่ครั้งดึกดำบรรพ์นั้นจะมีกระบอกไม้ไผ่คล้ายลูกระนาดวางเรียงเพียง 2-3 กระบอกเท่านั้น คนตีระนาดต้องนั่งเหยียดขาทอดยาวลงกับพื้นดิน แล้วเอากระบอกระนาด
วางพาดบนขาทั้งสองข้างบางครั้งขุดหลุมดินที่หว่างขาเพื่อให้มีเสียงก้องดังมากขึ้นเมื่อใช้ไม้ตี

ระนาดเอกในฐานะผู้นำในการบรรเลง

            ระนาดเอก วิธีปฎิบัติโดยปกติตีด้วยไม้แข็งพร้อมกันทั้งสองมือ โดยระยะเสียง
ห่างกันเป็นคู่ 8 เก็บถี่เป็นพืดไปในขนาดเทียบกับโน้ตสากล 8 ตัวต่อ 1 ห้องของจังหวะ2/4
แต่บางแห่งอาจตีกรอบ้าง รัวเสียงเดียวบ้าง และรัวเป็นทำนองบ้าง แล้วแต่ทำนองเพลงที่เป็น
ความประสงค์ของผู้แต่ง หน้าที่ของระนาดเอกที่สำคัญก็ คือ เป็นผู้นำวง จะออกเพลงอะไรต่อไป จะออกเพลงอะไรต่อไป จะหยุดหรือจะทอด เหล่านี้ ระนาดเอกเป็นผู้นำ ทั้งสิ้น 
ถ้าเพลงไหนมีลูกล้อลูกขัด ระนาดเอกก็จะทำหน้าที่บรรเลงก่อน ด้วยเหตุที่ระนาดเอกมีเสียงดังกว่า
ดนตรีชนิดอื่น เมื่อบรรเลงด้วยไม้แข็ง และ เนื่องจากการคิดสร้างระนาดไม้ของคนไทยเรานี้ มีโอกาสที่จะบรรเลงได้มากเสียง  ใช้ไม้ตี 2 อัน อันละมือ ดังนั้นจึงเกิดเทคนิคการใช้มือ ปฎิบัติต่อผืนระนาดแตกแขนงขึ้นมามากมายเกินจะพรรณาได้ตามเวลาที่ผ่านมา ในที่สุดระนาดก็กลายเป็น  ตัวเอก  หรือ  พระเอกของวงดนตรีไทยไปในที่สุด  เพราะ
สามารถทำให้เกิดเสียงได้มากมาย และ มากในเนื้อหาอารมณ์เกินกว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ จะทำได้
ระนาดจึงกลายเป็นตัวนำในการบรรเลงเพลงไทยไปในที่สุด




กระจับปี่

ขอเชิญทุกท่านไปชม-อ่าน..และไปรู้จักเครื่องดนตรีไทยที่มีรูปร่างคล้ายพิณ..มีชื่อว่ากระจับปี่  ไปดูกันเลย!!

กระจับปี่


  กระจับปี่ เป็นเครื่องดนตรีที่มีสาย ที่ใช้ดีดอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมคงใช้ดีดเล่นเป็นสามัญเช่นเดียวกับพิณเพี๊ยะและเครื่องดนตรีอื่นๆ ในกฏมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงกระจับปี่ไว้ตอนหนึ่งว่า " ร้องเพลงเรือ เป่าปี่ เป่าขลุ่ย สีซอ ดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับโห่ร้องนี่นั่น" ต่อมาพบว่านำไปดีดร่วมกับวงขับไม้เรียกชื่อวงภายหลังว่า "วงมโหรีเครื่องสี่และวงมโหรีเครื่องหก"
      
   ต่อมาเมื่อวงมโหรีได้ขยายวงโดยให้มีเครื่องดนตรีผสมในวงมากขึ้น กระจับปี่ซึ่งมีเสียงเบาจึงถูกกลบเสียงจนไม่ได้ยินเสียงของตัวเองกระจับปี่จึงเริ่มขาดหายไปจากวงการดนตรี
      
   ในปัจจุบันกรมศิลปากรได้สร้างระบำชุดโบราณคดี 5 สมัยขึ้น พบว่ากระจับปี่เป็นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นๆ จึงได้นำมาร่วมบรรเลงผสมกับดนตรีชิ้นอื่นๆโดยเฉพาะในชุด "ระบำศรีวิชัยและชุด ระบำลพบุรี " ตามแนวคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรโดยมีอาจารย์มนตรี ตราโมท เป็นผู้แต่งทำนองเพลงกระจับปี่จึงยังไม่หายไปจากวงกรดนตรีของไทย ส่วนประกอบของกระจับปี่มีดังนี้

• ตัวกะโหลก ทำด้วยไม้แผ่นบางๆมีลักษณะ แบนกลมรีคล้ายกีต้าฝรั่ง ภายในเป็นโพรงไม้แผ่นหน้าตรงกลางเจาะรูเป็นวงกลมเพื่อระบายเสียงส่วนด้านหลังมีแผ่นไม้บางๆปิดตลอด
• คันทวน ทำด้วยไม้ท่อน ยาวเรียวต่อจากกะโหลก ด้านหลังมน ด้านหน้าแบน เพื่อติดนม ตอนปลายทำให้แบนและบานปลายแบะผายออกไปก่อนถึงปลายคันทวน เจาะรู 4 รู เพื่อสอดใส่ลูกบิดข้างละ 2 อัน
• รางลูกบิด ทำด้วยไม้ เป็นรูปยาว หัวโค้ง ปลายตัดตรงติดกับซุ้มหย่อง ตอนกลางเป็นร่องโปร่ง เพื่อให้สายผ่านไปยังลูกบิด
• ลูกบิด ทำด้วยไม้ ลักษณะเรียวยาว กลึง หัวเป็นลูกแก้วประดับเม็ดเจาะรูตอนปลายเพื่อสอดใส่ที่ปลายคันทวน ด้านละ 2 ลูก
• ซุ้มหย่อง ทำด้วยไม้ลักษณะด้านล่างเป็นขา 2 ขา ด้านบนเป็นทรงแหลมตอนกลางโปร่งบากเป็นช่องเล็กๆ 4 ช่อง เพื่อรับสายทั้ง 4 เส้นไม่ให้ชิดติดกัน ตัวซุ้มติดอยู่บริเวณปลายคันทวนต่อจากรางลูกบิด
• นม ทำด้วยไม้เล็กๆ ติดนูนขึ้นมาบริเวณกลางคันทวนเรียงตามลำดับ 11 นม
• หย่อง ทำด้วยไม้ไผ่เล็กๆ ติดอยู่ที่หน้ากะโหลก ก่อนถึงรูระบายเสียง สำหรับหนุนสายให้ลอยตัว เหนือนมทั้ง 11 อัน
• หลักผูกสายทำด้วยโลหะเป็นแผ่นยึดติด ที่หน้ากะโหลกด้านล่างมีรูสำหรับผูกสายทั้ง 4เส้น
• สาย ทำด้วยสายไหม มี 4 เส้นโดยผูกจากหลัก ขึงเป็นคู่ผ่านหย่อง นม ซุ้มหย่อง และรังลูกบิดไปยังพันผูกที่ปลายลูกบิด
• ไม้ดีด ทำด้วยแผ่นไม้บางๆเช่นเดียวกับปิ๊คที่ดีดกีต้ากระจับปี่บางตัวประดิษฐ์ให้สวยงามขึ้นโดยปลายคันทวนด้านหน้าที่ผายแบะออกจะแกะเป็นลวดลาย นอกจากนั้นที่รูระบายและไม้แผ่นหน้าโดยรอบอย่างสวยงาม
หลักการดีดกระจับปี่

      
   ผู้ชายจะนั่งท่าขัดสมาธิ ผู้หญิงนั่งในท่าพับเพียบ ให้กะโหลกวางอยู่บนหน้าตักหรือหน้าขา ใช้มือขวาจับไม้ดีด ซึ่งทำด้วยไม้แผ่นบางๆดีดปัดสายเข้า-ออก ในขณะเดียวกัน ก็ใช้นิ้วมือซ้ายกดที่สายแนบกับนม เพื่อให้เสียงสูง-ต่ำตามที่ต้องการ





กิ๋ง

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน ก่อนจากกันวันนี้ ผมมีเครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องกระทบ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยมมาแนะนำให้เพื่อนๆรู้จักกันนะครับ นั้นก็...